14 กุมภาพันธ์ 2551

Make your homework about Valentine's Day ทำใบงานนครับะ วาดรูปและแสดงความคิดเห็น ให้เพื่อน comment

“วันวาเลนไทน์”(Valentine)คือวันที่ระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริงแต่เขาต้องจบชีวิต ลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14กุมภาพันธ์ ค.ศ.270หรือเมื่อประมาณ 1,734 ปี ล่วงเลยมาแล้วในจักรวรรดิโรมัน ประวัติความเป็นมาของเรื่องนี้ เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษ ที่ 3มีผู้นำคริสตชนคนหนึ่งชื่อ "วาเลนตินัส"เขาเป็นคนที่มีความรักและความเมตตาต่อ เพื่อนมนุษย์มาก โดยทุกๆ วันเขาจะแอบนำอาหาร และของใช้ที่จำเป็นไปวางไว้ประตูหน้า บ้านของคนยากจนโดยไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ ซึ่งในสมัยนั้นศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับใน จักรวรรดิโรมันและถือว่าใครที่นับถือศาสนาคริสต์จะมีความผิดร้ายแรงมากพวกคริสตนชน จึงถูกข่มเหงและทารุณกรรมอย่างหนัก เพื่อบังคับให้เลิกเป็นคริสต์ ใครที่ไม่ยอมเลิกนับถือ คริสต์จะถูกทรมานและฆ่าทิ้ง “วาเลนตินัส” ก็รวมอยู่ในกลุ่มขบวนการถูกขู่เข็ญและทรมาน บังคับให้เลิกนับถือศาสนาคริสต์แต่เขาไม่ยอมจึงถูกจับเข้าคุกในข้อหาเป็นคริสตชน ในขณะ ที่วาเลนตินัสถูกจับขังคุกนั้น เขาได้พบรักกับสาวตาบอด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในนั้น และด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขาพระเจ้าได้ทรงโปรดรักษาตาของคนรักของเขาให้ หายเป็นปกติ จากเหตุการณ์นี้เองจึงทำให้ผู้คุมและครอบครัวของเขาหันมานับเชื่อพระเจ้า ของชาวคริสต์ ต่อมาเรื่องนี้รู้ถึงจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ของโรม พระองค์ทรงกริ้วมาก ได้สั่งให้ลงโทษวาเลนตินัสอย่างหนัก ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น วาเลนตินัส ได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการ อำลาส่งไปให้เพื่อนหญิงคนรักของเขา และลงท้ายในจดหมายว่า “จากวาเลนไทน์ของเธอ” รุ่งขึ้นของเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 วาเลนตินัสก็ถูกนำไปตัดศีรษะและเอาศพ ไปฝังไว้ที่เฟลมิเนี่ยนเวย์ ซึ่งภายหลังมีการสร้างโบสถ์หลังใหญ่คร่อมสุสานของเขาไว้เพื่อเป็น อนุสรณ์รำลึกถึงชีวิตและความรักอันยิ่งใหญ่ของเขา คนทั่วประทับใจกับความรักของเขา จึงยึดถือเอา วันที่ 14กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันวาเลนไทน์ ”ภาษาอังกฤษเรียก ว่า ” Saint Valentine ' s Day ” หรือ Valentine ' s Day หรือ ”วันแห่งความรัก” ซึ่งต่อมาได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและอเมริกาและเข้ามาในทวีปเอเชียและประเทศไทย

21 ความคิดเห็น:

ปรางค์ทอง กล่าวว่า...

ก็ได้รู้ถึงความเป็นมาของวันวาเลนไทน์อย่างเเท้จริงและเป็นการปรับความคิดให้ตรงกับความจริง@_@

วรรณพร กล่าวว่า...

วันวาเลนไทน์นี้ขอให้ทุกคนรักกันมากมากคะ..อย่าลืมรักตัวเองก่อนนะคะ...+_+

ปริศนา กล่าวว่า...

ฝากกลอนเเด่ผู้ที่มีความรักทั้งหลายคะ
อยากเป็นปากกาที่เทอร์จับสอบ...จะได้บอกคำตอบให้เทอร์สอบได้เกรด A *_* วันวาเลนไทน์นี้อย่าสนุกจนลืมสอบนะจ๊ะ..อ่านหนังสือบางนะคะ. BYE BYE

ปิยะศักดิ์ กล่าวว่า...

มีสิ่งน่าสนใจมากมายเลยครับ

บัวสิน กล่าวว่า...

วันวาเลนไทนี้ก้อขอให้ทุกคนรักกันคะ@_@

ดวงพร กล่าวว่า...

ทุกคนเข้าใจความหมายของวันวาเลนไทน์กันหรือป่าว...+_+ ..วันวาเลนไทน์คือวันที่เรารักกันอ่ะ^_^

ราชาคร้าบบบ กล่าวว่า...

ความรักไม่ใช่มีเเควาเลนไทน์นะคร้าบบบบบบบบ@_@

ชลธิชา กล่าวว่า...

ประเทศไทยไม่ต้องการให้คนไทยโกรธเกลียดกันเเต่ต้องการให้คนไทยรักคะ*_*

สำราญ กล่าวว่า...

ความรักคือสิ่งที่สวงงาม..เราควรรักกันให้เหมาะเเก่สถานการณ์คร้าบบบบบบบ

อำนาจ กล่าวว่า...

ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์ครับ

ชัยยา กล่าวว่า...

รักโลภโกรธหลง...อย่ามัวรักกันเเค่วันเดียว

นฤชา กล่าวว่า...

ยิ้มให้กันด้วยความรัก...
ดีกว่ายิ้มให้กันด้วยความโกรธ

สุดใจ กล่าวว่า...

ความรักคือสิ่งสวยงาม...อย่าทำให้ความรักไม่สวยงามเพียงเเค่คุณคนเดียวคะ..เริ่มจากการรู้จักรักตัวเองก่อนเลยคะ

ภำ กล่าวว่า...

ความรักทำให้คนตาบอด ..แต่การได้ความรู้ท


ทำให้คนกว้างไกล

พิมฟ้า กล่าวว่า...

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ถ้ารักให้ถูกทาง

บัวสิน กล่าวว่า...

วันวาเลไทน์เป็นวันที่ทุกคนมีความสุข

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

วันวาเลไทน์เป็นวันที่ทุกคนมีความสุข

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

วันวาเลไทน์เป็นวันที่ทุกคนมีความสุข

นายทวีลาภ กล่าวว่า...

ความรักเป็นสิ่งที่ดีกับทุกคน แต่เมื่อเราลืมตัวก็จะเกิดความทุกข์เสมอ

ดวงพร กล่าวว่า...

ความรักเหมือนดอกไม้พอรักก็.....พอเลิกก็......

นัตพงษ์ NUT กล่าวว่า...

ความคือความให้อภัยซึ่งกันและกัน

Last lecture อยากสอนอะไรในเล็คเชอร์สุดท้าย (ก่อนเสียชีวิต)

ศ. แรนดี้ เพาช์ ศาตราจารย์ด้าน Computer Science บรรยายที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ทราบว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย

song

http://www.youtube.com/watch?v=7vY1peG8gHQ

Examination:pre-test,post-test แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ทุกคนต้องใส่รหัสเพื่อเปิดข้อสอบแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกันและcrop คะแนนที่ได้ส่งทาง e-mail แล้ว printมาส่งด้วยครับ ที่อยู่ข้อสอบ คลิกที่นี่สำหรับโหลด

Manager Online - ต่างประเทศ

Read,please. อ่าน รบกวน กรอกแสดงความคิดเห็น หลังได้รูปภาพ งาน การบ้าน

  • เพราะเมื่อท่านได้รับข้อมูลจะลบครับ
  • วิธีการ แสดงความเห็นครับ
  • 1.คลิก แสดงความเห็น
  • 2.พบกรอบ กรอกข้อความที่ต้องการ
  • 3.คลิก ชื่อเล่น แต่กรุณาใสชื่อจริงครับ นามสกุลไส่หรือไม่ก็ได้
  • 5.คลิก เผยแพร่บทความ
  • 4.รอขีด แสดงจนแล้วเสร็จ ครับ

ปรัชญาการวิจัย

คเวสนา ปรมา วิชชา
การวิจัยนำมาซึ่งยอดแห่งความรู้
RESEARCH LEADS TO SUMMIT OF KNOWLEDGE
การวิจัยตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Research เกิดจากคำ 2 คำมารวมกัน คือคำว่า RE+SEARCH จากรากศัพท์เดิมว่า การค้นหาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้เกิดความมั่นใจ นอกจากนี้นักจิตวิทยาด้านการวิจัย ออกแบบแนวคิดอธิบายค่า “Research” โดยแยกเป็นอักษรที่มาจากความหมายจากที่ประชุม Pan Pacific Socience Congress ในปี ค.ศ. 1961 ณ. สหรัฐอเมริกา ได้แยกอธิบายความหมายไว้ดังนี้
R = ecruitment & Relationship หมายถึง การฝึกตนให้มีความรู้ รวมทั้งรวบรวมผู้ที่มีความรู้เพื่อปฏิบัติงานรวมกัน ติดต่อสัมพันธ์และประสานงานกัน
E = Education & Efficency หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องมีการศึกษา มีความรู้และสมรรถภาพสูงในการวิจัย
S = Sciences & Stimulation หมายถึง เป็นศาสตร์ที่ต้องมีการพิสูจน์ค้นคว้า เพื่อหาความจริง และผู้วิจัยต้องมีความกระตุ้นในด้านความคิดริเริ่ม กระตือรือร้นที่จะทำวิจัย
E = Evaluation & Enviroment หมายถึง รู้จักประเมินผลว่ามีประโยชน์สมควรจะทำต่อไปหรือไม่ และต้องรู้จักใช้เครื่องมือต่างๆในการวิจัย
A = Aim & Attitude หมายถึง มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่แน่นอน และมีทัศนคติที่ดีต่อการติดตามผลการวิจัย
R = Result หมายถึง ผลการวิจัยที่ได้มาเป็นผลอย่างไรก็ตามจะต้องยอมรับผลการวิจัยนั้นอย่างดุษฎี และเป็นผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ
C = Curiosity หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องมีความรู้อยากรู้อยากเห็น มีความสนใจและขวนขวายในการวิจัยอยู่ตลอดเวลา
H = Horizon หมายถึงว่า เมื่อผลการวิจัยปรากฏออกมาแล้วย่อมทำให้ทราบและเข้าใจในปัญหาเหล่านั้นได้เหมือนกับการเกิดแสงสว่างขึ้น แต่ถ้ายังไม่เกิดแสงสว่าง ผู้วิจัยจะต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะพบแสงสว่าง ในทางสังคมแสงสว่างหมายถึง ผลการวิจัยก่อให้เกิดสุขแก่สังคม (อารมณ์ สนานภู่ : 2545.)